top of page

รายงานวิเคราะห์เชิงลึก "สรุปสาระสำคัญกลไกมาตรา 6.2 ของความตกลงปารีส โครงสร้างตลาดคาร์บอนระดับภูมิภาค และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย"

  • Writer: chumnum yongsuepchat
    chumnum yongsuepchat
  • 2 days ago
  • 6 min read

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นบนฐานข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์จากที่ประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศแห่งเอเชียแปซิฟิกปี 2026 (Climate Futures APAC Summit 2026) ณ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับบทวิเคราะห์นโยบายของที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศโพธิฮับ (Bodhi Hub Climate Advisory) และบียอนด์ อีเวนต์ส (Beyond Events) 1 เพื่อนำเสนอสถานะ ความท้าทายเชิงโครงสร้าง และแนวทางการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ของกลไกมาตรา 6.2 ของความตกลงปารีส (Article 6.2) ตลอดจนภูมิทัศน์ตลาดคาร์บอนเครดิตและการจัดการความเสี่ยงด้านนโยบายของประเทศไทย

1. บริบทความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศโลกและช่องว่างการดำเนินงาน

ความมุ่งมั่นของภาคีความตกลงปารีสในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับต่ำกว่า  และมุ่งเป้าสู่ขีดจำกัดปลอดภัยที่  กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญ 1 ตามรายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปี 2025 (UNEP Emissions Gap Report 2025) ประชาคมโลกจำเป็นต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีลงให้ได้ร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับระดับในปี 2019 ซึ่งเท่ากับต้องควบคุมการปล่อยก๊าซให้อยู่ในระดับประมาณ  ต่อปี ภายในปี 2035 จากฐานการปล่อยก๊าซในปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ  1

ทว่าแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง (NDCs) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน กลับไม่สามารถปิดช่องว่างการลดการปล่อยก๊าซนี้ได้ด้วยศักยภาพภายในของแต่ละประเทศเพียงอย่างเดียว 1 แม้ว่าแผน NDCs ทั้งหมดจะได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ แต่ความคลาดเคลื่อนระหว่างเป้าหมาย NDCs กับระดับการปล่อยก๊าซที่ปลอดภัยตามเกณฑ์  จะยังคงมีช่องว่างสูงถึง  ภายในปี 2035 1 สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีเพียง 60 ประเทศภาคี (ครอบคลุมสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกร้อยละ 63) ที่ยื่นหรือประกาศแผน NDCs สำหรับปี 2035 ภายในเส้นตายวันที่ 30 กันยายน 2025 ขณะที่กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 77 ของโลก กลับมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถบรรลุแม้กระทั่งเป้าหมาย NDCs สำหรับปี 2030 ของตนเอง 1 ส่งผลให้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศคาดการณ์ว่า สภาวะอุณหภูมิโลกทะลุขีดจำกัด  ภายในทศวรรษหน้าเป็นเรื่องที่ "มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก" 1

ตารางที่ 1 ช่องว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมทั่วโลกในรอบทศวรรษ (2025-2035)


แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Trajectory)

ปริมาณการปล่อยก๊าซรายปี (GtCO2​e/ปี)

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสะสม (2025-2035) (GtCO2​e)

แนวทางกรณีดำเนินงานตามปกติ (Business-as-Usual: BAU)

58.7 - 63.0

650

แนวทางควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน  (1.5°C Pathway)

53.5 - 25.0

310

ช่องว่างการลดการปล่อยก๊าซสะสม (Cumulative Gap)

-

340 1

ความไม่พร้อมเชิงงบประมาณ นวัตกรรม และขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศกำลังพัฒนาในการบรรลุเป้าหมาย NDCs แบบมีเงื่อนไข (Conditional NDCs) ทำให้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้มาตรา 6 กลายเป็นสะพานเชื่อมโยงที่ขาดไม่ได้ 1 โดยมาตรา 6.2 เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันในลักษณะทวิภาคีเพื่อถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (ITMOs) ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDCs ทั่วโลกลงได้ถึงร้อยละ 50 ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของแหล่งเงินทุนและการลงทุนจากภาคเอกชนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 1

ในมิติภูมิภาค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 53 ของโลก แต่ด้วยระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของประเทศพัฒนาแล้ว การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมด้วยเงินทุนในประเทศจึงเผชิญอุปสรรคอย่างมาก 1 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสและมีความจำเป็นสูงสุดในการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากกลไกคาร์บอนเครดิตทวิภาคีตามมาตรา 6.2 เพื่อดึงดูดเงินทุนสภาพภูมิอากาศจากต่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก 1

ตารางที่ 2: สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปีแยกตามภูมิภาคทั่วโลก


ภูมิภาค (Region)

สัดส่วนการปล่อยก๊าซของโลก (%)

ปริมาณการปล่อยก๊าซรายปี (GtCO2​e)

รายละเอียดและลักษณะเฉพาะเชิงพื้นที่

เอเชียแปซิฟิก (APAC)

53.0%

30.3

นำโดยประเทศจีน (30.0%) และอินเดีย (7.8%) 1

อเมริกาเหนือ

14.0%

8.0

สหรัฐอเมริกา (11.0%) และแคนาดา (1.5%) 1

ยุโรปและยูเรเชีย

13.0%

7.4

สหภาพยุโรป 27 ประเทศ (6.1%) และรัสเซีย (5.0%) 1

ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

8.0%

4.6

ปริมาณการปล่อยก๊าซเติบโตรวดเร็วร้อยละ 161 ตั้งแต่ปี 1990 1

ละตินอเมริกา

7.0%

4.0

บราซิล (2.6%) มีระดับการปล่อยเฉลี่ย 5.3 ตันต่อหัวประชากร 1

แอฟริกาใต้สะฮารา

4.0%

2.3

มีระดับการปล่อยเฉลี่ยต่อหัวประชากรต่ำที่สุดที่ 1.9 ตัน 1

โอเชียเนีย

1.5%

0.9

มีระดับการปล่อยเฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงที่สุดที่ 10.0 ตัน 1

2. โครงสร้างเศรษฐศาสตร์และระบบการรายงานภายใต้มาตรา 6

มาตรา 6.2 ของความตกลงปารีสสร้างระบบการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตที่มีอธิปไตยของรัฐเป็นศูนย์กลาง (Sovereign-centric Architecture) และกำหนดมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสในระดับสูงเพื่อขจัดปัญหาการรายงานข้อมูลเท็จ 1 ตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดชี้ให้เห็นว่าสัญญาทวิภาคีเริ่มได้รับความสนใจในวงกว้าง โดย ณ เดือนมีนาคม 2026 มีข้อตกลงทวิภาคีได้รับการลงนามแล้ว 106 ฉบับ ครอบคลุมประเทศผู้ดำเนินโครงการ 53 ประเทศ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน 169 โครงการ 1 โดยร้อยละ 67 ของประเทศภาคีความตกลงปารีสได้แสดงความจำนงในการใช้เครื่องมือภายใต้มาตรา 6 ในรอบการยื่นแผน NDCs 3.0 สำหรับช่วงปี 2030-2035 1

ในฝั่งอุปสงค์ สถาบัน South Pole และ The Nature Conservancy ประเมินความต้องการซื้อหน่วย ITMOs สะสมจนถึงปี 2030 ไว้ที่ประมาณ  1 ความต้องการส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศภายใต้กลไก CORSIA สูงถึง  และอุปสงค์โดยตรงจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้ออีกประมาณ  1 ความต้องการซื้อนี้สร้างส่วนต่างราคา (Pricing Premium) ที่ชัดเจนระหว่างหน่วย ITMOs ที่ได้รับการปรับบัญชีเพื่อป้องกันการนับซ้ำ (Corresponding Adjustments) กับคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจทั่วไป 1 โดยธุรกรรมทวิภาคีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับภาคีผู้ขายสามารถสร้างราคากลางทางอธิปไตยได้สูงถึงประมาณ  ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน ขณะที่พอร์ตโฟลิโอการจัดซื้อเฉลี่ยของมูลนิธิคลิก (KliK Foundation) อยู่ที่  ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน 1 ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากราคาคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจทั่วไปที่ไม่มีการปรับปรุงบัญชีอธิปไตย ซึ่งยังคงซื้อขายกันในระดับต่ำเพียง  ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน 1

แม้ว่ากรอบการแลกเปลี่ยนแบบทวิภาคีภายใต้มาตรา 6.2 จะมีความยืดหยุ่นสูง แต่สถาปัตยกรรมดังกล่าวมีความแตกต่างเชิงระบบจากมาตรา 6.4 (Paris Agreement Crediting Mechanism: PACM) ซึ่งเป็นกลไกรับรองคาร์บอนเครดิตแบบรวมศูนย์ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลระดับสากล (Supervisory Body) และทำหน้าที่แทนที่กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) เดิม 2 การเปลี่ยนผ่านจากกลไก CDM ไปสู่ PACM เผชิญกับกรอบเวลาที่ตึงตัวอย่างมาก โดยมติที่ประชุม COP 30 ได้ขยายกำหนดเวลาการอนุมัติโครงการเปลี่ยนผ่านจากประเทศเจ้าบ้านออกไปเป็นเดือนมิถุนายน 2026 และยื่นเอกสารภายในเดือนธันวาคม 2026 5 เครดิตชุดแรกภายใต้ระบบ PACM ได้รับการประกาศออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จากโครงการเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูงในประเทศเมียนมาที่ดำเนินงานร่วมกับเกาหลีใต้ โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรองจำนวน  ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์คำนวณเบื้องต้นของระบบ CDM เดิมถึงร้อยละ 40 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกณฑ์คุณภาพใหม่ของสหประชาชาติมีความเข้มงวดและมีมาตรฐานความรัดกุมที่สูงขึ้นมาก 5

ความสามารถของประเทศผู้ดำเนินโครงการในการเข้าร่วมซื้อขายหน่วย ITMOs ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของภาครัฐ 1 ข้อกำหนดภายใต้มาตรา 6.2 ระบุว่าประเทศภาคีผู้ขายจะต้องจัดตั้งระบบรายงานข้อมูลที่ประสานเข้ากับสถาปัตยกรรมสารสนเทศของสากลอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

  • ระบบบริหารจัดการข้อมูลระดับชาติ (Data Management System: DMS): ทำหน้าที่จัดเก็บฐานข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับโครงการ นโยบาย และภาพรวมของประเทศ 1

  • ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตแห่งชาติ (National Registry): ระบบฐานข้อมูลเพื่อจดทะเบียน ติดตาม ตรวจสอบสถานะ ตลอดจนการโอนย้ายและการเพิกถอนสิทธิ์หน่วยคาร์บอนเครดิตเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน 1

  • การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการรายงานและการบัญชีแบบรวมศูนย์ (CARP): แพลตฟอร์มส่วนกลางของ UNFCCC ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชีและความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการปรับปรุงบัญชีระดับประเทศ 1

3. กรณีศึกษาโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme)

โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme: BE-BP) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะโครงการลดก๊าซเรือนกระจกโครงการแรกในภูมิภาคเอเชียและเป็นโครงการที่สองของโลกที่ได้รับการรับรองและสามารถดำเนินการโอนย้ายหน่วยไอทีโม (ITMOs) ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบมาตรา 6.2 7 โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (Energy Absolute) โดยมีสถาบันเซาท์ โพล (South Pole) เป็นผู้พัฒนาโครงการ และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิคลิก (KliK Foundation) ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายคาร์บอนของสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss CO2 Act) เพื่อจัดหาคาร์บอนเครดิตต่างประเทศมาชดเชยการปล่อยก๊าซในภาคการขนส่งของสวิตเซอร์แลนด์ 7

กระบวนการความร่วมมือเริ่มต้นจากการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2022 เพื่อสร้างกรอบกฎหมายและระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อและถ่ายโอนสิทธิ์หน่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8 โครงการนี้ดำเนินการเปลี่ยนผ่านฝูงรถโดยสารประจำทางของภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าจำนวนมากกว่า 2,000 คัน ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศและลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในเขตเมืองหลวง 7

ในเชิงปฏิบัติการ โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการส่งมอบหน่วยไอทีโมสองรอบแรกอย่างเป็นทางการ

  • การส่งมอบรอบแรก (ธันวาคม 2023) ทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จในการทำธุรกรรมโอนย้ายหน่วยไอทีโมเพื่อวัตถุประสงค์ในการบรรลุเป้าหมาย NDC เป็นครั้งแรกของโลก 5

  • การส่งมอบรอบที่สอง (เมษายน 2026) รัฐบาลไทยและสวิตเซอร์แลนด์ได้อนุมัติการออกและถ่ายโอนหน่วยไอทีโมระลอกสองจำนวน 49,717 ITMOs ซึ่งครอบคลุมผลการดำเนินงานจริงตั้งแต่มกราคม 2023 ถึงธันวาคม 2024 โดยได้รับการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบอิสระภายนอก 7

แม้โครงการนี้จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความลุล่วงเชิงนโยบายแต่ในทางปฏิบัติกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงเวลา (Timeline Risk) ในการดำเนินงานภายใต้มาตรา 6.2 1 มูลนิธิเพื่อการชดเชยคาร์บอนของสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ปริมาณคาร์บอนเครดิต 49,717 ITMOs จากโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้านี้ ได้รับการอนุมัติและโอนย้ายล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้ไม่สามารถนำไปใช้ชดเชยภาระผูกพันทางกฎหมายของปี 2024 ได้ตามแผนที่วางไว้ 10 ความผันผวนนี้บีบให้มูลนิธิคลิกต้องนำคาร์บอนเครดิตสำรองในประเทศ (National Certificates) ที่จัดเก็บไว้จากปีก่อนหน้ามาใช้เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายแทน 10 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำว่ากระบวนการอนุมัติสิทธิ์และการตรวจสอบที่ยาวนานถึง 24 ถึง 48 เดือนนับตั้งแต่การลงนามข้อตกลงจนถึงการถ่ายโอนหน่วยคาร์บอนครั้งแรก เป็นข้อจำกัดเชิงเวลาที่สร้างอุปสรรคและเพิ่มความเสี่ยงทางการเงินแก่ผู้ลงทุนภาคเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 1

4. อุปสรรคเชิงโครงสร้างและคอขวดเชิงปฏิบัติการในภูมิภาค

ความล่าช้าในการขยายผลโครงการภายใต้มาตรา 6.2 ในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องในเจตนารมณ์ทางการทูต แต่มีสาเหตุหลักมาจากอุปสรรคเชิงระบบและคอขวดเชิงปฏิบัติการที่ทับซ้อนกันใน 4 มิติหลัก 1

4.1 ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและความเสี่ยงทางอธิปไตย (Governance & Sovereignty Deficits)

การทำธุรกรรมคาร์บอนเครดิตทวิภาคีภายใต้มาตรา 6.2 ไม่ใช่ธุรกรรมซื้อขายที่เสร็จสิ้นในระยะสั้น แต่เป็นความร่วมมือระยะยาวที่กินเวลานานข้ามรอบอายุการเมืองและเป้าหมาย NDC ของประเทศเจ้าบ้าน 1 อุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้ซื้อคือ ความคลุมเครือเชิงกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการออกหนังสือให้ความยินยอม (Letter of Authorization: LoA) และสิทธิ์ของประเทศเจ้าบ้านในการเพิกถอนหรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการอนุมัติสิทธิ์หน่วยไอทีโมในภายหลัง 1 นอกจากนี้ ประเทศเจ้าบ้านส่วนใหญ่ยังขาดแคลนข้อมูลทางสถิติระดับประเทศที่ชัดเจน เช่น ข้อมูลช่องว่างการลดก๊าซที่ปลอดภัย (NDC Headroom) และเส้นต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขา (Marginal Abatement Cost Curves: MACCs) 1 การขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในการเจรจากับผู้ซื้อที่มีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกขั้นสูง และเพิ่มความกังวลของรัฐบาลประเทศเจ้าบ้านต่อความเสี่ยงในการ "ขายสิทธิ์คาร์บอนเครดิตเกินตัว" (Overselling Risk) จนส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมาย NDC ภายในประเทศ 1

4.2 ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงเทคนิค (Technical Infrastructure Gaps)

ระบบการค้าคาร์บอนทวิภาคีต้องการความเชื่อมโยงของระบบทะเบียนสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพสูตรสำเร็จ 1 อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน ความล่าช้าในการพัฒนาระบบทะเบียนกลางระดับนานาชาติของ UNFCCC และข้อจำกัดในการเชื่อมประสานข้อมูล (Interoperability) ของระบบทะเบียนแห่งชาติในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่งผลให้การทำธุรกรรมจริงต้องหยุดชะงัก 1 ปัญหาดังกล่าวยังทวีความรุนแรงขึ้นจากการขาดมาตรฐานกลางในการคำนวณและตรวจสอบ โดยมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานและเกณฑ์วิธีวัดผลที่แตกต่างกัน (เช่น มาตรฐาน Gold Standard, Verra และระบบ JCM ของญี่ปุ่น) 1 ความหลากหลายทางมาตรฐานนี้นำไปสู่ความสับสนเชิงวิธีการคำนวณฐานการปล่อยก๊าซอ้างอิง (Baseline) และเพิ่มความเสี่ยงในการนับคะแนนผลการลดก๊าซซ้ำซ้อน 1

4.3 ความไร้ประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและขั้นตอนการอนุมัติ (Procedural Inefficiencies)

กระบวนการทวนสอบและรับรองผลการลดก๊าซเรือนกระจกเผชิญกับอุปสรรคคอขวดที่รุนแรงจากข้อกำหนดทางกฎหมายที่ทับซ้อนกัน 1 หน่วยงานทวนสอบอิสระ (Validation and Verification Bodies: VVBs) ต้องเผชิญกับขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนรับรองระบบงานซ้ำซ้อนระหว่างมาตรฐานสากลและมาตรฐานของรัฐบาลในประเทศ ซึ่งเป็นการจำกัดปริมาณผู้ให้บริการตรวจสอบและทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของโครงการพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีความจำเป็น 1 นอกเหนือจากนี้ ระยะเวลาในการอนุมัติเอกสารรับรองสิทธิ์ (LoAs) และเอกสารยินยอมการปรับปรุงบัญชี (CAs) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความผันผวนสูงมาก โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึงนานกว่า 24 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแผนการบริหารจัดการงบประมาณและการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเอกชนอย่างรุนแรง 1

4.4 ความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมตลาด (Market Architecture Weaknesses)

ความล่าช้าในการเจรจาและวางระเบียบข้อบังคับของกลไกมาตรา 6.4 (PACM) ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ (Contagion Effect) มาถึงโครงการภายใต้มาตรา 6.2 ที่ใช้เกณฑ์อ้างอิงและเทคโนโลยีประเภทเดียวกัน เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางเชิงนโยบายและระเบียบเกณฑ์การรับรองคาร์บอนในระยะยาวได้อย่างแม่นยำ 1 ปัญหานี้ได้รับการซ้ำเติมจากปัญหาความไม่เท่าเทียมกันขององค์ความรู้เชิงเทคนิค (Capacity Asymmetry) โดยประเทศผู้ซื้อขนาดใหญ่ เช่น ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ มีการจัดตั้งหน่วยงานเทคนิคเฉพาะทางและคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนการเจรจา ขณะที่ทีมงานฝั่งประเทศเจ้าบ้านมักจะเป็นเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่ขาดความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการค้าคาร์บอนที่ซับซ้อน 1

5. บทบาทของ อบก. และภาพรวมตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) 12 บทบาทหน้าที่เชิงสถาบันของ อบก. ครอบคลุมภารกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่

  1. การพัฒนาและกำกับดูแลมาตรฐานคาร์บอนเครดิต ทำหน้าที่ให้การรับรองและการทวนสอบเกณฑ์มาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) ตลอดจนการพัฒนาและบริหารจัดการระบบทะเบียนสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) และระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแห่งชาติ 6

  2. การส่งเสริมและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม ให้คำปรึกษาเชิงลึกเชิงนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 12

  3. การพัฒนาองค์ความรู้และการกำหนดแนวทางเชิงนโยบาย จัดฝึกอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าสิ่งแวดล้อมสากล เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป 12

  4. การประสานงานและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ (UNFCCC) กลุ่มประเทศอาเซียน และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อกำหนดแนวทางที่สอดรับกับมาตรฐานการรายงานสากล 12

  5. การดึงดูดการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม กระตุ้นมาตรการส่งเสริมการลงทุนสีเขียว (Green Investment) และสร้างความคึกคักให้กับระบบนิเวศการค้าคาร์บอนในประเทศ 12

อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดคาร์บอนในประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากสัดส่วนขนาดปริมาณการซื้อขายที่เล็กมากเมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซจริงของประเทศ 13 โดยรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในปี 2021 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉพาะจากการใช้พลังงานสูงถึง  ล้านตัน 13 ขณะที่ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองจากโครงการ T-VER สะสมนับตั้งแต่เริ่มพัฒนาโครงการในปี 2014 จนถึงปี 2021 มีปริมาณเพียง  ล้านตันคาร์บอน (เพิ่มขึ้นจากระดับ  ล้านตันคาร์บอนในปี 2016) 13 สัดส่วนการพัฒนาโครงการที่ต่ำนี้มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างตลาดคาร์บอนของไทยที่เป็นระบบสมัครใจ (Voluntary Market) ทำให้มีเฉพาะผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทางการเงินและมีความพร้อมเชิงข้อมูลเท่านั้นที่เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ เนื่องจากขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลและการขอรับรองมาตรฐานมีต้นทุนดำเนินการที่สูงมาก 14

ตารางที่ 3 สถิติการรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนสะสมของประเทศไทยแยกตามประเภทกลุ่มผู้ใช้


ประเภทกลุ่มกิจกรรมรับรองชดเชยคาร์บอน

จำนวนผู้รับการรับรองสะสม

ปริมาณคาร์บอนเครดิตชดเชยสะสม (tCO2​eq)

ข้อมูลจำเพาะและผู้เกี่ยวข้องเชิงระบบ

องค์กรและอุตสาหกรรม (Organization)

187 องค์กร

1,936,435

คิดเป็นสัดส่วนการชดเชยสูงที่สุดในระบบ 6

การจัดกิจกรรมและงานอีเว้นท์ (Event)

328 กิจกรรม

65,239

ขับเคลื่อนโดยมาตรการรับผิดชอบต่อสังคม 6

การรับรองและแสดงผลด้วยตนเอง (Self-Cert)

687 กิจกรรม

36,265

โครงการชดเชยที่ดำเนินการและยืนยันเอง 6

ผลิตภัณฑ์และสินค้าส่งออก (Product)

172 ผลิตภัณฑ์

46,528

ครอบคลุมภาคเอกชนส่งออกจำนวน 30 บริษัท 6

บุคคลและผู้บริโภคทั่วไป (Individual)

1,874 ราย

10,022

อุปสงค์ภาคประชาชนเพื่อการลดรอยเท้าคาร์บอน 6

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri Research) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายอีกประการหนึ่งในแง่ประเภทของโครงการคาร์บอนเครดิต โดยในอดีต คาร์บอนเครดิตจากโครงการพลังงานทดแทน (Renewable Energy) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55 ของตลาดโลกในปี 2022 14 ทว่าแนวโน้มในอนาคตชี้ว่าคาร์บอนเครดิตประเภทพลังงานหมุนเวียนจะมีความสำคัญและมูลค่าลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากต้นทุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในองค์กรมีราคาถูกลงอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เลือกที่จะลงทุนเปลี่ยนระบบเพื่อผลิตและใช้พลังงานทดแทนด้วยตนเองแทนการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย 14

การเบนทิศทางสู่โครงการประเภทการปลูกป่าและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติจึงได้รับความสนใจมากขึ้น แต่โครงการประเภทนี้ต้องการระยะเวลาและการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมเนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยของโครงการมีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นในระดับสูง 14

ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและศักยภาพของโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ในไทย


ประเภทของป่าและขนาดพื้นที่พัฒนาโครงการ

ระยะเวลาเฉลี่ยของสัญญาคิดเครดิต

ประมาณการต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย (Baht/tCO2​e)

ข้อจำกัดเชิงลึกและลักษณะการเติบโตทางธรรมชาติ

ป่าเศรษฐกิจโตเร็ว (เช่น กระถินเทพา พื้นที่ 100 ไร่)

10 ปีต่อรอบ

90 บาท

ปริมาณต้นทุนค่อนข้างต่ำและมีระยะเวลาคืนทุนเร็วกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 14

ป่าบกชนิดโตช้า ระยะที่ 3 (พื้นที่ 1,000 ไร่)

10 ปีต่อรอบ

209 บาท

โครงสร้างต้นทุนในปีแรกๆ สูงมากเนื่องจากค่าเตรียมดินและกล้าไม้ 14

ป่าบกชนิดโตช้า ระยะที่ 6 (พื้นที่ 1,000 ไร่)

10 ปีต่อรอบ

104 บาท

ต้นทุนต่อหน่วยเริ่มปรับตัวลดลงตามปริมาณการเติบโตของเนื้อไม้ 14

ป่าบกชนิดโตช้า ระยะที่ 10 (พื้นที่ 1,000 ไร่)

10 ปีต่อรอบ

78 บาท

ระดับต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุดและมีศักยภาพดูดซับสูงในระยะยาว 14

6. บทบาทของภาคเอกชน: มาตรฐาน ECT Standard และ ETM Group ในฐานะผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีคาร์บอน

นอกเหนือจากการดำเนินงานด้านตลาดคาร์บอนโดยภาครัฐที่มี อบก. เป็นแกนกลางแล้ว ภาคเอกชนไทยได้ริเริ่มสร้างมาตรฐานและระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตขึ้นเพื่ออุดช่องว่างทางเทคโนโลยีและเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขาย โดยมี บริษัท อีทีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด (ETM Group Co., Ltd.) เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนผู้บุกเบิกที่นำเสนอโซลูชันคาร์บอนเครดิตแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงการ การตรวจวัด การจัดทำเอกสาร ตลอดจนการเชื่อมโยงสินทรัพย์คาร์บอนเข้าสู่ตลาดดิจิทัลและตลาดสากล

6.1 มาตรฐาน ECT Standard (ETM Carbon Trade Standard)

ETM Group ได้พัฒนา มาตรฐาน ECT Standard (ETM Carbon Trade Standard) เพื่อเป็นกรอบการทำงานสำหรับการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภาคพื้นดินและภาคป่าไม้ (Land-based & Forestry) เช่น การปลูกป่า (ARR) ป่าชุมชน วนเกษตร และสวนยางพาราในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน. มาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และขจัดอุปสรรคเชิงขั้นตอนที่ล่าช้าของมาตรฐานสากล โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีหลัก 4 มิติ ได้แก่

  • ระเบียบวิธีวิทยาเชิงรุก (Methodology) กำหนดขอบเขตโครงการ ประเมินฐานการปล่อยก๊าซ (Baseline) และคำนวณการดูดซับหรือลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

  • การตรวจสอบที่รัดกุม (Verification) ตรวจสอบเอกสาร หลักฐานภาคสนาม และความถูกต้องของฐานข้อมูลเพื่อรับรองความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ซื้อและนักลงทุน

  • การติดตามผลต่อเนื่อง (Monitoring) รายงานความเติบโตของพืชพรรณและสถานะทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบระยะยาว

  • การบูรณาการบล็อกเชน (Blockchain Integration) บันทึกรหัสข้อมูลและประวัติการโอนย้ายเพื่อป้องกันปัญหานับซ้ำและสร้างประวัติการเพิกถอนเครดิต (Retirement Proof) ที่น่าเชื่อถือแบบ 100%

6.2 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี dMRV และภาพถ่ายดาวเทียม

ความโดดเด่นของระบบนิเวศ ECT Standard คือการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนการตรวจวัดแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบ Digital MRV (dMRV) ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรีโมตเซนซิง (Remote Sensing) เพื่อประเมินพื้นที่โครงการอย่างแม่นยำ เช่น โครงการกักเก็บคาร์บอนในสวนยางพาราทั่วประเทศ (ร่วมกับ หจก.คาร์บอนโซลูชั่น ไทยแลนด์ และ บริษัท คาร์บอนโซลูชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด)

  • ดาวเทียม Sentinel-2 และ Landsat 8/9 ใช้ประเมินค่าดัชนีพืชพรรณ (NDVI) และคำนวณมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (Aboveground Biomass) แบบเกือบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาจากการส่งคนลงไปสุ่มวัดภาคสนาม

  • การตรวจสอบความสอดคล้องภาคสนาม ผสานการสุ่มวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (DBH) จริงในแปลงตัวอย่างร้อยละ 10 ร่วมกับแอปพลิเคชันมือถือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการส่งพิกัด GPS และรูปถ่ายยืนยัน พร้อมตรวจสอบอัตราการรอดตายและโรคใบร่วงของพืชทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าป่าไม่มีการตัดฟันหรือพื้นที่ลดลง

  • ระบบ Smart Contract ข้อมูลจากระบบดาวเทียมและการตรวจสอบภาคสนามจะถูกส่งต่อไปยัง Smart Contract บนบล็อกเชนเพื่อประมวลผลการคำนวณและออกสิทธิ์คาร์บอนเครดิตที่ผ่านการตรวจสอบ (Verified Carbon Credits: VCCs) โดยอัตโนมัติ

6.3 โครงสร้างการกำกับดูแลและการเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์

หากเปรียบเทียบ อบก. ในฐานะผู้กำกับดูแลระบบทะเบียน T-VER ภาคสมัครใจระดับประเทศ 12 มาตรฐาน ECT Standard จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมสมรรถนะของภาคเอกชน (Specialized Framework) ที่เน้นความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเว็บสาม (Web3 Climate Tech) และโมเดลการเงินสมัยใหม่ เช่น "ETM Staking Economy" ที่นำแนวคิดการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Carbon Asset Tokenization) และการ Staking เพื่อสร้างผลตอบแทนรายปีและกระตุ้นการลงทุนสีเขียวจากภาคเอกชนและชุมชน.

นอกจากนี้ ECT Standard ได้รับการออกแบบโครงสร้างการกำกับดูแลภายในที่ล้อตามมาตรฐานสากลและแนวทางมาตรา 6.4 (Paris Agreement Crediting Mechanism) ประกอบด้วยคณะทำงานเฉพาะด้าน เช่น คณะกรรมการที่ปรึกษาทางเทคนิค (Technical Advisory Council) คณะกรรมการวิธีวิทยา (Methodology Committee) และคณะกรรมการทะเบียน (Registry Committee) เพื่อสนับสนุนกระบวนการ Crosswalk หรือเชื่อมประสานมาตรฐาน ECT เข้ากับกรอบ UNFCCC / PACM ในฐานะโครงการนำร่องที่พร้อมส่งมอบเครดิตคุณภาพสูงในระยะยาว.

7. แนวทางขับเคลื่อนเชิงนโยบายและกรอบการเร่งรัดระดับภูมิภาค

เพื่อแปรเปลี่ยนศักยภาพเชิงนโยบายที่ซ่อนอยู่ (Latent Potential) ให้กลายเป็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระดับภูมิภาค ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ได้จำแนกโครงสร้างการปฏิรูปออกเป็นสองระดับหลัก ได้แก่ ข้อเสนอแนะการจัดการความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย โดยทีมที่ปรึกษาเนเยน (Neyen) และกรอบการเร่งรัดเชิงโครงสร้างระดับเอเชียแปซิฟิก (APAC 6.2 Acceleration Framework) 1

7.1 ยุทธศาสตร์จัดการความเสี่ยงและแนวปฏิบัติของประเทศไทย

จากการประเมินของที่ปรึกษา Neyen ร่วมกับ อบก. ประเทศไทยควรนำหลักเกณฑ์และเครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลายมาบูรณาการใน "คู่มือการปฏิบัติงาน" (Operations Manual) เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ระดับประเทศและส่งเสริมมาตรฐานความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีระบบ ดังต่อไปนี้ 11

  • การใช้เกณฑ์ประเมินโครงการแบบสองระยะ (Dual-stage Assessment Process) การพิจารณาอนุมัติโครงการทวิภาคีจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดสองครั้ง โดยครั้งแรกในขั้นตอนการยื่นขึ้นทะเบียนเพื่อรับรองข้อเสนอและแผนการลดก๊าซเรือนกระจก และครั้งที่สองในขั้นตอนการขออนุญาตถ่ายโอนหน่วยคาร์บอนขั้นสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าผลการลดก๊าซเกิดขึ้นจริงและเป็นส่วนเสริมจากการดำเนินงานตามปกติ (Additionality) 2

  • การป้องกันความเสี่ยงในการขายสิทธิ์เกินตัวด้วยราคาเชิงยุทธศาสตร์ นำมาตรการกำหนดราคากลางทางยุทธศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดปริมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการภาคเอกชนขายสิทธิ์หน่วยคาร์บอนออกไปต่างประเทศมากเกินไปจนกระทบต่อเป้าหมาย NDC ขั้นต่ำของประเทศ 11

  • การใช้ระบบแบ่งปันสิทธิ์คาร์บอนเครดิต (Sharing of Mitigation Outcomes) กำหนดสัดส่วนบังคับให้ต้องแบ่งปันสิทธิ์คาร์บอนเครดิตที่ลดได้จริงบางส่วน เก็บสำรองไว้สำหรับบัญชีเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย แทนการอนุญาตให้โอนย้ายสิทธิ์ให้แก่ประเทศผู้ซื้อทั้งหมด 11

  • การเก็บส่วนแบ่งรายได้และค่าธรรมเนียมเพื่อการปรับตัว (Share of Proceeds & Levies) นำเกณฑ์การหักเงินทุนจากธุรกรรมซื้อขายมาจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับการดำเนินงานด้านการปรับตัวรับมือภัยพิบัติ (Adaptation) ของประเทศ พร้อมทั้งเก็บค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนและอนุญาตเพื่อเสริมสร้างระบบความคุ้มค่าทางการเงินและการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ 11

  • การกำหนดระยะเวลาคิดคาร์บอนเครดิตที่ยืดหยุ่น (Crediting Periods) ออกแบบอายุการให้สิทธิ์คาร์บอนเครดิตให้สอดคล้องกับกรอบระยะเวลาของแผน NDCs ในแต่ละช่วงรอบปีเพื่อป้องกันข้อผูกพันทางนโยบายที่ล้าสมัย 11

7.2 กรอบการเร่งรัดระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC 6.2 Acceleration Framework)

ในระดับภูมิภาค เพื่อทลายข้อจำกัดคอขวดเชิงโครงสร้างและประสานนโยบายให้เป็นหนึ่งเดียว ประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกต้องร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายตาม 3 เส้นทางยุทธศาสตร์หลัก 1:

  1. ยุทธศาสตร์ด้านองค์ความรู้ (Intelligence) มุ่งเน้นการยกระดับงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศของตนเองและการสร้างคลังข้อมูลปล่อยก๊าซระดับปฐมภูมิรายสาขา เพื่อทดแทนการพึ่งพาตัวเลขคำนวณเฉลี่ยของต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองเชิงวิเคราะห์ในการเจรจา และเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศสามารถออกแบบยุทธศาสตร์คาร์บอนเครดิตที่มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีช่องว่างงบประมาณการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง 1

  2. ยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มุ่งพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางเพื่อจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลมาตรา 6 ที่มีความรอบรู้เชิงเทคนิค พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งระบบทะเบียนคาร์บอนแห่งชาติและระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ในระดับสากล เพื่อเป็นเครื่องป้องกันผลกระทบทางการค้าจากมาตรการทางภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของประเทศคู่ค้าสำคัญ 1

  3. ยุทธศาสตร์ด้านการบูรณาการสากล (Integration) ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มความร่วมมือของสมาคมคาร์บอนเครดิตแห่งเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมกันกำหนดระเบียบเกณฑ์ให้มีความสอดรับกันและป้องกันตลาดแตกแยกออกเป็นตลาดย่อยๆ (Market Fragmentation) โดยถอดบทเรียนความสำเร็จของสมาคมคาร์บอนเครดิตแห่งแอฟริกา (ACMI) มาปรับใช้ 1 พร้อมทั้งย้ายจุดยืนนโยบายการทูตจากการขอผ่อนปรนกฎระเบียบ ไปสู่การเจรจาระบุสิทธิ์การโอนคาร์บอนและการเงินสภาพภูมิอากาศเข้าไปเป็นเงื่อนไขหลักในความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ระดับทวิภาคีและพหุภาคีในอนาคต 1

ความเร่งด่วนในการป้องกันสภาวะอุณหภูมิโลกทะลุขีดจำกัด  ได้กำหนดกรอบเวลาให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยต้องรีบเปลี่ยนผ่านกลไกเชิงนโยบายภายใต้มาตรา 6.2 ไปสู่ภาคการปฏิบัติเชิงพาณิชย์ที่มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสสูงอย่างรวดเร็ว 1 การร่วมมือพร้อมกันทั้งระบบเพื่อทลายข้อจำกัดเชิงบริหารงาน ข้อมูล และระบบเทคโนโลยีทะเบียนคาร์บอน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จที่จะแปรเปลี่ยนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกบนแผ่นกระดาษ ให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมส่งออกของประเทศในอนาคต 1

ผลงานที่อ้างอิง

  1. Whitepaper Art 6.2 Impact at Scale 2026.pdf

  2. หลักการคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ - carbonmarketsclub.com, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.carbonmarketsclub.com/filesdirectserver/itp1/z_itp_12102021gltp/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8z-z523556944520.pdf

  3. ทำ คว มรู้จักกับกลไกข้อ 6 ของคว มตกลงป รีส - SPAR6C, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.spar6c.org/sites/default/files/downloads/tools/SPAR6C%20Factsheet%20Thai%20Combined.pdf

  4. The New Carbon Economy: How Article 6.2 is Transforming Global Business, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://bernardbc.com/the-new-carbon-economy-how-article-6-2-is-transforming-global-business/

  5. What is Article 6, and how does it actually work? - AlliedOffsets, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://blog.alliedoffsets.com/what-is-article-6-and-how-does-it-actually-work

  6. TGO | องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.tgo.or.th/

  7. Bangkok E-Bus Programme: New ITMO issuances for NDC use - Stiftung KliK, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.klik.ch/en/news/news-article/new-itmo-issuances-for-ndc-use-from-bangkok-e-bus-programme/

  8. Bangkok E-Bus Programme authorised by Switzerland and Thailand - South Pole, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.southpole.com/news/bangkok-ebus-programme-authorised-by-switzerland-and-thailand

  9. New ITMO issuances for NDC use - Nation Thailand, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.nationthailand.com/pr-news/pr-news/40064632

  10. Intensive work over recent years is paying off - Stiftung KliK, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.klik.ch/en/news/news-article/newsletter-april-das-momentum-nutzen/

  11. Article 6 implementation strengthened in Thailand through the deployment of principles, tools and formal procedures | NEYEN, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://neyen.io/projects/article-6-implementation-strengthened-in-thailand-through-the-deployment-of-principles-tools-and-formal-procedures/

  12. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) - GastalkTH, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.gastalkth.com/knowledge-base/108

  13. สถานการณ์ทางสังคมที่สาคัญ, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/06/2565_article_q1_002.pdf

  14. คาร์บอนเครดิต กลไกพิชิตเป้าหมายความยั่งยืน - Krungsri.com, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/carbon-credit-2023

  15. คาร์บอนเครดิตคืออะไร? ซื้อขายทำอย่างไร? สิ่งใหม่ที่ธุรกิจต้องรู้ - Bangkok Bank SME, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.bangkokbanksme.com/sme-insights/esg-and-sustainbility/6sme3-carbon-credit

  16. White Paper: APAC Playbook for CBAM Comp - Climate Futures APAC Summit, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 19, 2026 https://www.climatefuturesapac.com/white-paper-competitive-pathways


เอกสารเพิ่มเติม จากงาน Climate futures APAC 2026 Thailand 17-18/06/2026


 
 
 

Comments


bottom of page