เจาะลึกกลไก Article 6.2 และบทบาทเทคโนโลยีบล็อกเชนกับการยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตไทยผ่านมาตรฐาน ECT Standard โดย ETM Group
- chumnum yongsuepchat

- Jun 19
- 3 min read

ในการประชุม Climate Futures APAC Summit 2026 (จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17–18 มิถุนายน 2026 ณ กรุงเทพฯ) มีการเปิดตัวเอกสารวิชาการสำคัญเรื่อง "Whitepaper Art 6.2 Impact at Scale 2026.pdf" ซึ่งร่วมกันจัดทำโดย Beyond Events และ Bodhi Hub สาระสำคัญของรายงานนี้ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญกับรอยต่อที่สำคัญในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน และชูบทบาทของ Article 6.2 ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการระดมทุนด้านภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC)
ในขณะที่ภาครัฐของประเทศไทยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและผลักดันมาตรฐานในประเทศ (เช่น T-VER) ในฝั่งภาคเอกชนก็เกิดความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย บริษัท อีทีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด (ETM Group) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยการพัฒนา มาตรฐาน ECT (ETM Carbon Trade Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับสากลที่ชูโรงเทคโนโลยี AI, ภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite MRV) และบล็อกเชน (Blockchain Traceability) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของเกษตรกรและโครงการป่าไม้ในไทยให้เข้าสู่ตลาดคาร์บอนระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
1. ถอดรหัส Whitepaper Art 6.2 Impact at Scale 2026: ความจำเป็นและอุปสรรค
ช่องว่างด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (The Mitigation Gap)
รายงาน UNEP Emissions Gap Report 2025 ระบุว่า หากโลกต้องการรักษาเส้นทาง เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปีลงถึง เมื่อเทียบกับระดับในปี 2019 ซึ่งหมายความว่าโลกต้องจำกัดการปล่อยก๊าซให้อยู่ในระดับประมาณ ต่อปี ภายในปี 2035 (เมื่อเทียบกับฐานเดิมในปี 2025 ที่ปล่อยประมาณ )
เส้นทางการปล่อยก๊าซ (Trajectory) | ช่วงการปล่อยก๊าซต่อปี (Gt/yr) | ปริมาณการปล่อยสะสมช่วงปี 2025–2035 |
Business-As-Usual (BAU - ปัจจุบัน) | ||
เส้นทางควบคุมอุณหภูมิ | ||
ช่องว่างการปล่อยสะสม (Cumulative Gap) | (2025–2035) |
กลไกเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ (NDCs) ในปัจจุบันเพียงลำพังไม่สามารถปิดช่องว่างนี้ได้ เนื่องจากหลายประเทศยังขาดแคลนงบประมาณและเทคโนโลยีในการปฏิบัติตามแผนเป้าหมายแบบมีเงื่อนไข (Conditional NDCs)
Article 6.2 สะพานเชื่อมการเงินและการโอนผลการลดก๊าซฯ ระหว่างประเทศ (ITMOs)
Article 6.2 เปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ สามารถแลกเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถ่ายโอนระหว่างประเทศได้ หรือที่เรียกว่า ITMOs (Internationally Transferred Mitigation Outcomes) เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย NDCs ร่วมกัน โดยตลาดนี้ได้รับการประเมินมูลค่าไว้ค่อนข้างสูง
BloombergNEF (2025) คาดการณ์ว่าอุปทานคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจะแตะ ภายในปี 2030
MSCI (2025) ประเมินมูลค่าตลาดไว้ที่ ภายในปี 2030 และจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ ภายในปี 2050
ตัวอย่างความสำเร็จระดับโลกของไทย โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Program) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นโครงการแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการโอนย้าย ITMO ภายใต้ Article 6.2 โดยในเดือนเมษายน 2026 ได้อนุมัติการโอนคาร์บอนเครดิตรอบที่สองจำนวน (สำหรับปี 2023–2024) ด้วยราคาซื้อขายจริงประมาณ (ซึ่งสูงกว่าราคาคาร์บอนเครดิตแบบภาคสมัครใจทั่วไปที่ไม่มีกลไกปรับแก้เพื่อป้องกันการนับซ้ำ หรือ Corresponding Adjustments ซึ่งเทรดกันเพียงช่วง )
อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ทำให้ตลาดเติบโตช้า (Structural Barriers)
แม้ว่าทั่วโลกจะมีการลงนามข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral Agreements) ไปแล้วกว่า ฉบับภายในเดือนมีนาคม 2026 แต่การโอนย้ายจริงกลับเกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากปัญหาสำคัญ 4 ด้าน
การขาดแคลนข้อมูลและอำนาจการเจรจา (Governance & Sovereignty Deficits) ประเทศผู้ดำเนินโครงการ (Host Countries) มักขาดข้อมูลศักยภาพการลดก๊าซฯ ตนเอง (NDC Headroom) ทำให้เสียเปรียบประเทศผู้ซื้อที่มีหน่วยงานเฉพาะทางคอยสนับสนุน
ช่องว่างทางเทคโนโลยีและระบบทะเบียน (Technical Infrastructure Gaps) ขาดระบบทะเบียนเก็บข้อมูล (Registry) ที่เชื่อมต่อและใช้งานร่วมกันได้ในระดับสากล รวมถึงมาตรฐานการตรวจวัดและรายงานผล (MRV) ที่ไม่เป็นเอกภาพ
ความล่าช้าในขั้นตอนการทำงาน (Procedural Inefficiencies) การขอเอกสารยินยอมอย่างเป็นทางการ (Letter of Authorization - LoA) ในภูมิภาค APAC ใช้เวลาค่อนข้างนาน (ตั้งแต่ 3 เดือน ไปจนถึงกว่า 2 ปี)
ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ (Market Architecture Weaknesses) ความล่าช้าของกฎเกณฑ์ในระบบ Article 6.4 (PACM) ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อโครงการภายใต้ Article 6.2 ด้วย
เพื่อแก้ปัญหานี้ รายงานจึงเสนอ "APAC 6.2 Acceleration Framework" ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Intelligence (ยกระดับงานวิจัยเชิงลึก), Infrastructure (สร้างระบบ MRV และ Registry ที่เป็นดิจิทัลและโปร่งใส) และ Integration (รวมนโยบายการค้าเข้ากับนโยบายสภาพภูมิอากาศ)
2. ยกระดับระบบนิเวศคาร์บอนไทย "บทบาทและมาตรฐาน ECT Standard ของ ETM Group"
ในขณะที่ภาครัฐของไทยพยายามปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตนี้ ภาคเอกชนไทยอย่าง บริษัท อีทีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด (ETM Group) ได้พัฒนาแนวทางนวัตกรรมเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่ตลาดคาร์บอนระดับสากล โดยทำหน้าที่เป็นเสมือน "ผู้วางรากฐานและแพลตฟอร์มคาร์บอนดิจิทัลของภาคเอกชน" ผ่านการพัฒนา มาตรฐาน ECT (ETM Carbon Trade Standard)
มาตรฐาน ECT ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดที่ระบุไว้ใน Whitepaper โดยเฉพาะในส่วนของ "Technical Infrastructure" และ "Procedural Efficiency" ผ่าน 4 แกนหลัก (Methodology, Verification, Monitoring และ Blockchain Integration)
1) โฟกัสภาคการเกษตร ป่าไม้ และการปลูกพืชเศรษฐกิจไทย (Forestry & ARR Focus)
ในขณะที่มาตรฐานระดับโลกอย่าง Verra หรือ Gold Standard มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่เกษตรกรไทยรายย่อยจะเข้าถึงได้ มาตรฐาน ECT จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับโครงการภาคพื้นดินและป่าไม้ในประเทศไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ เช่น โครงการปลูกป่า (ARR), ป่าชุมชน, วนเกษตร และที่สำคัญคือ สวนยางพาราและพืชเกษตรกรรม
ภายใต้ความร่วมมือกับผู้พัฒนาโครงการในพื้นที่ เช่น บริษัท คาร์บอนโซลูชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มาตรฐาน ECT ได้เข้าไปช่วยจัดทำเอกสาร ประเมินขอบเขต และคำนวณอัตราการกักเก็บคาร์บอนของสวนยางพาราทั่วประเทศ ช่วยเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรดั้งเดิมให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ
2) การติดตามผลอัจฉริยะด้วย AI และเทคโนโลยีอวกาศ (AI dMRV & Satellite Monitoring)
เพื่อขจัดอุปสรรคเรื่อง "MRV Fragmentation" และค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ตรวจวัดแบบเดิม ๆ มาตรฐาน ECT ได้ผสานรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย
Satellite & GIS Data: ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงในการตรวจสอบอัตราการรอดชีวิตและความสมบูรณ์ของต้นไม้ทุก ๆ 3 เดือน เพื่อป้องกันและตรวจจับการบุกรุกพื้นที่ป่าหรือการทำลายต้นไม้อย่างทันท่วงที
AI Carbon Intelligence ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเมินและพยากรณ์ปริมาณการดูดซับคาร์บอนของพันธุ์ไม้ต่าง ๆ (เช่น ยางพารา) ร่วมกับการสุ่มตรวจวัดขนาดต้นไม้ในพื้นที่จริง (DBH - Diameter at Breast Height) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบได้ตลอดเวลา
3) ความโปร่งใสขั้นสูงสุดด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Traceability)
หนึ่งในข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุดของ Article 6.2 คือการป้องกันการนับซ้ำ (Double-Counting) และความโปร่งใสของบัญชีทะเบียน (Registry) มาตรฐาน ECT ของ ETM Group จึงก้าวล้ำด้วยระบบ ECT Quality Management System (ECT-QMS) ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 และเชื่อมต่อเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยตรง
Smart Contracts & Tokenization ข้อมูลการคำนวณคาร์บอนทั้งหมดจะถูกประมวลผลและเข้ารหัสส่งไปยังสมาร์ตคอนแทร็กต์บนบล็อกเชนโดยอัตโนมัติ
Immutable Registry ทุกธุรกรรมตั้งแต่วันที่เริ่มปลูกพืช การออกเครดิต (Issuance) การโอนสิทธิ์ ไปจนถึงการชดเชยและยกเลิกเครดิต (Retirement) จะถูกบันทึกอย่างถาวรและไม่สามารถแก้ไขได้ ช่วยสร้างระดับความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในระดับสูง (100% Traceability)
4) การจับคู่อุปสงค์และสร้างการเข้าถึงตลาดระดับสากล (Carbon Marketplace)
ETM Group ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มผู้ซื้อระดับสถาบัน (Institutional Buyers/Corporate ESG Teams) ที่กำลังมองหาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงประเภท Nature-based ที่มีผลประโยชน์ร่วมด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อมเด่นชัด (Co-benefits) กับเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่น ช่วยขจัดปัญหา "Information Asymmetry" หรือการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวของชุมชน
3. ผสานพลังสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ "เมื่อนวัตกรรมเอกชนเติมเต็มเป้าหมายภาครัฐ"
หากจะเปรียบเทียบเชิงบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนของไทย
มิติการเปรียบเทียบ | องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. / TGO) | บริษัท อีทีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด (ETM Group) |
สถานะและบทบาท | หน่วยงานรัฐบาล (ผู้กำกับดูแลระดับนโยบายของชาติ) | องค์กรเอกชน (ผู้พัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบนิเวศการซื้อขาย) |
มาตรฐานที่ดูแล | มาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) | มาตรฐาน ECT Standard (เน้นเกษตรกร ป่าไม้ และการรวมนวัตกรรม AI + Web3) |
ระบบฐานข้อมูล | ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตแห่งชาติ (National Registry) | บัญชีทะเบียนดิจิทัลบนบล็อกเชน (Blockchain Registry) และแอปพลิเคชัน dMRV |
กลุ่มเป้าหมาย | องค์กรขนาดใหญ่, ภาคอุตสาหกรรม, รัฐวิสาหกิจ | ชุมชน, เกษตรกรรายย่อย (เช่น สวนยางพารา), โครงการป่าไม้ชุมชน, และผู้ซื้อระดับสากล |
การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ (Synergy)
นวัตกรรมของ ETM Group ไม่ได้เข้ามาเพื่อแข่งขันกับระบบของภาครัฐ แต่เข้ามาเพื่อ "เติมเต็มและติดสปีด" การทำงานให้รวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น การใช้มาตรฐาน ECT Standard เป็นตัวช่วยคัดกรอง บันทึกข้อมูลแบบ Real-time และพิสูจน์สิทธิ์ของพื้นที่สีเขียวผ่านระบบดาวเทียมและบล็อกเชน จะช่วยทำให้โครงการของภาคประชาชนมีความพร้อมและมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล สามารถนำไปต่อยอดและเชื่อมโยงกับกลไกตลาดคาร์บอนภายใต้ความร่วมมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดภาคสมัครใจในประเทศ หรือการเตรียมความพร้อมไปสู่ระบบการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศตามมาตรา 6 (Article 6) ในอนาคต
บทสรุป การเปลี่ยนผ่านจาก "ศักยภาพ" สู่ "ผลลัพธ์ที่จับต้องได้"
จากข้อเสนอแนะในรายงาน Climate Futures APAC Summit 2026 หนทางเดียวที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยจะปิดช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันเวลา คือการลงทุนร่วมกันในด้าน ธรรมาภิบาล เทคโนโลยีตรวจวัด และสถาปัตยกรรมตลาดคาร์บอนที่ทันสมัย
มาตรฐาน ECT Standard โดย ETM Group เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการที่ภาคเอกชนใช้นวัตกรรมดิจิทัล (AI, IoT, Blockchain) เข้ามาแก้ไขจุดบกพร่องเชิงระบบในอดีต ช่วยให้การพัฒนาคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรและป่าไม้มีความแม่นยำสูง โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดระยะเวลาดำเนินการลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือกลไกขับเคลื่อนสำคัญที่จะเปลี่ยนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยจาก "แผนงานบนแผ่นกระดาษ" ให้กลายเป็น "ผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริงต่อโลกและชุมชนอย่างยั่งยืน"
เอกสารเพิ่มเติม


Comments