top of page

ชำแหละต้นทุนชาวนาบุรีรัมย์ปี 2569 เมื่อเงินช่วยเหลือ "ไร่ละพัน" ต้องขยับสู่ "ทางรอดคาร์บอนต่ำ"

Jun 8
2 min read
นำเสนอโดย ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านเศรษฐกิจ จังหวัดบุรีรัมย์
นำเสนอโดย ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านเศรษฐกิจ จังหวัดบุรีรัมย์

เผยแพร่ผ่าน carbonsolutionthailand.com

หลายคนอาจรู้จักผมผ่านบทบาทวิชาการในฐานะ ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านเศรษฐกิจ จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังเสื้อสูทและตัวเลขสถิติเชิงนโยบาย ผมคือ "ลูกชาวนา" เต็มตัว ปัจจุบันผมยังคงลงมือทำเกษตรกรรมผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำนาข้าวอยู่บนผืนดินขนาดประมาณ 8 ไร่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ผืนดินแปลงเล็กๆ นี้ทำให้ผมไม่ได้มองภาพชาวนาผ่านรายงานในกระดาษ แต่ผมมองผ่านสายตาของเกษตรกรที่คลุกฝุ่น คลุกโคลน และเผชิญหน้ากับความจริงข้างเคียงเพื่อนบ้านเกษตรกรทุกคนในพื้นที่อีสานใต้

ในฤดูการผลิตปี 2569 นี้ ลมหายใจของพวกเราชาวนากำลังถูกท้าทายด้วย "มรสุมเงียบ" ที่รุนแรงกว่าปีก่อนๆ ผมอยากขอพาคุณย้อนมอง "วันวาน" สบตา "วันนี้" และก้าวไปสู่อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อดูว่าเราจะพาร่างกายและปากท้องของเกษตรกรไทยให้พ้นน้ำได้อย่างไร

1. วันวานในอดีต "ความอบอุ่นที่เลือนหายของวิถีทำนาผสมผสาน"

หากมองย้อนกลับไปในอดีต ผืนดินทำนาและเลี้ยงสัตว์ 8 ไร่ของผมเคยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ในวันวาน ต้นทุนการผลิตไม่ได้ผูกติดกับราคาพลังงานโลกมากนัก น้ำฝนติตามฤดูกาล ดินยังมีธาตุอาหารธรรมชาติ ปุ๋ยคอกจากการเลี้ยงสัตว์ช่วยบำรุงข้าวในนาได้อย่างพอดี แม้ราคาขายข้าวจะไม่สูงลิ่ว แต่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ไม่แพง ทำให้เงินที่เหลือจากการขายข้าวผสมผสานกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตอื่นๆ ในแปลงและสัตว์เลี้ยง พอที่จะส่งเสียครอบครัวและไม่มีหนี้สินรุงรัง

ภาพชาวนาในอดีตคือภาพของการแลกแรง ลงแขก และช่วยเหลือเกื้อกูล ความผันผวนของตลาดโลกเป็นเรื่องไกลตัว และโครงสร้างต้นทุนไม่ได้ตึงมือขนาดนี้

2. เหตุการณ์ปัจจุบัน (ปี 2569) วิกฤตต้นทุนสวนทาง และความคุ้มค่าของเงิน "ไร่ละพัน"

ทว่าในปัจจุบัน ปี 2569 สภาพการณ์หน้าแปลงนากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผืนดิน 8 ไร่ของผมและที่นับแสนไร่ของเพื่อนบ้านในบุรีรัมย์ กำลังเผชิญกับ "วิกฤตต้นทุนพุ่งสูงแต่ราคาสวนทาง" ค่าน้ำมันดีเซลสำหรับสูบน้ำและเตรียมดินพุ่งตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ปุ๋ยเคมียังยืนระยะในราคาที่สูงลิ่ว และด้วยความที่สังคมเกษตรกรบุรีรัมย์ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เราจึงต้องพึ่งพาแรงงานรับจ้างและรถเกี่ยวข้าวที่มีค่าบริการสูงขึ้นตามค่าน้ำมัน

เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างระหว่างปีฐาน 2568 กับคาดการณ์ปี 2569 จะเห็นภาพชัดเจนดังนี้


ตารางเปรียบเทียบต้นทุนและราคาเฉลี่ย (ปี 2568 vs คาดการณ์ปี 2569)


ถอดรหัสมาตรการช่วยเหลือชาวนา "ไร่ละ 1,000 บาท" ในปี 2569

โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือที่พวกเราเรียกติดปากว่า "เงินไร่ละพัน" (สูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 10,000 บาท) เป็นยาพาราเซตามอลที่ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้ดีในอดีต แต่หากเปรียบเทียบเชิงสัดส่วนแล้ว:

  • ในปี 2568 เงินช่วยเหลือ 1,000 บาท ช่วยพยุงต้นทุนทำนา (5,000 บาท/ไร่) ได้ประมาณ 20%

  • ในปี 2569 เมื่อต้นทุนถีบตัวไปที่ 6,000 - 6,500 บาท/ไร่ เงิน 1,000 บาทนี้ จะเหลือสัดส่วนช่วยพยุงเพียง 15-16% เท่านั้น



    นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลยังคงจ่ายเงินช่วยเหลือในอัตราเดิม ท่ามกลางค่าครองชีพและต้นทุนที่แพงขึ้น เกษตรกรก็ยังคงต้องควักเนื้อแบกรับส่วนต่างที่พุ่งสูงขึ้นอยู่ดี คำถามคือ แล้วเราจะขยับตัวอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่ากับกระเป๋าชาวนาและไม่เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป?

3. เหตุการณ์อนาคตและทิศทางโลก "ชุดข้อตกลงเบเล็ง" ยุทธศาสตร์ Net Zero และทางเลือกชาวนาไทย

เพื่อตอบโจทย์ทางรอดที่ยั่งยืน เราไม่สามารถมองแค่เรื่องปากท้องในแปลงนาโดยตัดขาดจากกระแสโลกได้อีกต่อไป ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของชาวนาอีกแล้ว แต่มันสะท้อนผ่านฝนหลงฤดู ภัยแล้งที่ยาวนาน และโรคระบาดในพืชที่รุนแรงขึ้นทุกปี

ในการประชุมโลกร้อนครั้งประวัติศาสตร์ COP30 ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล (พฤศจิกายน 2568) ประชาคมโลกได้ร่วมกันรับรอง "ชุดข้อตกลงเบเล็ง" (Belém Package) ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนการเงินเพื่อการปรับตัว (Adaptation Finance) เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในปี 2578 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนา และมีการเปิดตัวริเริ่มอย่าง "RAIZ Accelerator" เพื่อสนับสนุนทุนเกษตรกรรมฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบอาหารโลก

ทิศทางโลกนี้สอดรับอย่างแนบแน่นกับ ยุทธศาสตร์ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ของรัฐบาลไทย ที่ตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งในแผนปฏิบัติการนั้น "ภาคการเกษตร" โดยเฉพาะการทำนาข้าวซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนหลัก ถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปปรับตัว

การขยับตัวของกรมส่งเสริมการเกษตร และ "Thai Rice GCF" ในปี 2569

เพื่อเดินหน้าตามพันธสัญญาระดับโลกและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ในฤดูกาลผลิตปี 2569 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำลังเร่งดำเนินโครงการนำร่องครั้งใหญ่ในพื้นที่ปลูกข้าวหลัก 21 จังหวัด ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ของเราคือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ

โครงการนี้ขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือกับ "โครงการ Thai Rice GCF" (โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) เพื่อพาเกษตรกรรายย่อยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการทำนาคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

เทคโนโลยีหลักที่จะนำมาใช้ในการปรับตัวของเกษตรกรหน้าแปลงนา ได้แก่

  1. การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าน้ำมันสูบน้ำลงได้ถึง 30% และลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นตัวการโลกร้อนได้มหาศาล

  2. การปรับใช้อัตราปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-Specific Fertilizer) ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นลงได้กว่า 20% ประหยัดต้นทุนไปในตัว

  3. การจัดการฟางข้าวและตอซังแบบไร้การเผา (Biomass Residue Management) โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบหรือนำไปแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มแทนการก่อมลพิษ PM 2.5

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษ์โลกตามกระแสบราซิล แต่คือ "การปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนและวิธีคิดในการทำนา" เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้จริงภายใต้ความผันผวนของภูมิอากาศ

4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย สมการ "จ่ายเงินช่วยเหลือพ่วงเงื่อนไขคาร์บอนต่ำ"

ในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน และในฐานะคนทำนา 8 ไร่ ผมขอเสนอโมเดลการกำหนดอัตราเงินช่วยเหลือของรัฐบาล เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าสูงสุด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Net Zero ของประเทศ และสามารถนำเกษตรกรหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้อย่างแท้จริง

โมเดลเสนอแนะ "การจ่ายแบบขั้นบันไดพ่วงเงื่อนไขสีเขียว (Green Premium Subsidy)"

แทนที่จะแจกเงิน "ไร่ละ 1,000 บาท" แบบเท่ากันหมดอย่างไร้เงื่อนไข รัฐควรใช้เงินงบประมาณก้อนนี้เป็นเครื่องมือจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Change) โดยบูรณาการร่วมกับโครงการ Thai Rice GCF ของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้

  • สเต็ปที่ 1 (ฐานช่วยเหลือทั่วไป) จ่ายช่วยเหลือเบื้องต้น 800 บาทต่อไร่ สำหรับเกษตรกรทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง เพื่อพยุงชีพและลดภาระเบื้องต้นในฤดูกาลที่ต้นทุนสูงขึ้น

  • สเต็ปที่ 2 (โบนัสคาร์บอนต่ำ - Green Bonus) จ่ายเพิ่มอีก 500 บาทต่อไร่ (รวมเป็น 1,300 บาทต่อไร่) หากเกษตรกรเข้าร่วมอบรมและลงมือปฏิบัติตามเกณฑ์ทำนาคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) หรือการไม่เผาตอซัง

วิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงเศรษฐศาสตร์และการปรับตัว

  • ฝั่งเกษตรกร หากปรับตัวมาทำนาคาร์บอนต่ำ จะได้รับเงินรวมสูงขึ้นถึง 1,300 บาทต่อไร่ ซึ่งคุ้มค่ากับต้นทุนปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แถมในระยะยาว เกษตรกรยังมีต้นทุนค่าน้ำมันสูบน้ำและค่าปุ๋ยลดลงถาวร มีโอกาสขายข้าวในฐานะ "ข้าวมูลค่าสูงคาร์บอนต่ำ" ที่ตลาดโลกกำลังต้องการตามข้อตกลงสีเขียวต่างๆ

  • ฝั่งรัฐบาลและความมั่นคงทางการคลัง รัฐบาลจะไม่ได้เสียเงินเปล่าไปกับการประคองชีพชั่วคราวอีกต่อไป แต่เงินภาษีของประชาชนทุกบาทจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวให้กับประเทศ และยังเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงแหล่งทุนระหว่างประเทศ (Climate Finance) ภายใต้ "ชุดข้อตกลงเบเล็ง" มาช่วยสมทบงบประมาณแผ่นดินได้ในระยะยาวอีกด้วย

บทสรุปจากหัวใจลูกชาวนา

แปลงทำนาและเลี้ยงสัตว์ 8 ไร่ของผมสอนเสมอว่า "เราไม่สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ด้วยการตักน้ำมาแจกตลอดไป" เช่นเดียวกันครับ เราไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจชาวนาด้วยการแจกเงินพยุงชีพไปทุกปีโดยไม่แก้ที่ต้นตอของต้นทุนและการปรับตัวของคนในแปลงนา

ปี 2569 นี้ คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของชาวนาบุรีรัมย์และอีสานใต้ การผสานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและโครงการ Thai Rice GCF ในการนำร่องการทำนาคาร์บอนต่ำ คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุด หน้าที่ของรัฐบาลในวันนี้คือการใช้มาตรการ "ไร่ละพัน" เป็นแรงขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับทิศทางโลกตามข้อตกลงที่บราซิล

หากเราสามารถเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนปีนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับตัวสู่ Net Zero ได้สำเร็จ เราจะไม่เพียงแค่ช่วยพยุงชีวิตชาวนาให้อยู่รอดในวันนี้ แต่เรากำลังมอบแปลงนาที่ยั่งยืน มั่งคั่ง และเข้มแข็งส่งต่อให้ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอย่างแท้จริง

ชุมนุม ยงสืบชาติ

ทปษ.ด้านเศรษฐกิจ จังหวัดบุรีรัมย์



 
 
 

Comments


bottom of page