top of page

จดหมายจากปี 2033 "เมื่อวิสัยทัศน์แห่งปี 2026" กลายเป็นมรดกที่ยั่งยืน

Jun 11
1 min read

โดย นายชุมนุม ยงสืบชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์บอนโซลูชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด


บทนำ "มองย้อนกลับจากอนาคต" (7 ปีแห่งการสร้างตำนาน)

ในวันที่ผมอายุครบ 60 ปี และมองย้อนกลับไปยังปี 2569 ผมเห็นภาพชายคนหนึ่งในวัย 53 ปีที่กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญที่สุดของชีวิต ชายผู้นั้นคือตัวผมเอง นายชุมนุม ยงสืบชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์บอนโซลูชั่น (ไทยแลนด์) วันนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนจังหวะชีวิตธุรกิจจากการทำงานตามรอบ 6 เดือน มาเป็นการขับเคลื่อนแบบ "รายสัปดาห์" และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้โครงการสวนยางพารา 36 แห่งของผม ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเกษตรกรรม แต่เป็น "ต้นแบบ" ที่เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

การมองย้อนกลับมาจากอนาคตช่วยให้ผมรู้ว่า ในปี 2569 สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ "ความเร่งรีบ" แต่คือ "ความชัดเจนของทิศทาง" และนี่คือโครงสร้างความคิดที่ผมยึดถือมาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

"ปรัชญา RMF" รากฐานจาก Jeff Bezos และ "การลดความเสียใจในอนาคต"

แนวคิด Regret Minimization Framework (RMF) ไม่ได้เกิดขึ้นจากทฤษฎีในตำรา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงของ Jeff Bezos ในปี 1994 ขณะที่เขากำลังทำงานในตำแหน่งที่มีรายได้สูงที่บริษัท D.E. Shaw บน Wall Street เมื่อเขาพบโอกาสของ "อินเทอร์เน็ต" ที่กำลังจะปฏิวัติโลก เขาเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก จะอยู่ในงานที่มั่นคง หรือจะเสี่ยงทำตามความฝัน

Bezos ใช้มุมมอง "วัย 80 ปี" เพื่อตัดสินใจ เขาถามตัวเองว่า "ถ้าฉันอายุ 80 ปี แล้วมองย้อนกลับมา ฉันจะเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้เข้าร่วมการปฏิวัติอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เริ่ม?" คำตอบคือ "ใช่" เขาจึงลาออกเพื่อก่อตั้ง Amazon โดยให้เหตุผลว่า เขาสามารถรับความล้มเหลวจากการทำธุรกิจได้ แต่เขาไม่อาจยอมรับความเสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำ

วันนี้ เมื่อผมนำ RMF มาใช้ในวัย 53 ปี ผมถามตัวเองเช่นเดียวกันว่า "หากในอีก 7 ปีข้างหน้า (วัย 60) ผมมองย้อนกลับมาที่ปี 2569 ผมจะเสียใจหรือไม่ที่พลาดโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวบนบล็อกเชนและ AI?" คำตอบคือ "แน่นอน" ดังนั้น RMF จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือตัดสินใจ แต่มันคือการการันตีว่าชีวิตและการทำงานของผมจะไม่มีคำว่า "ถ้าหากวันนั้น..."

ยุคแห่งการก้าวข้าม จาก 6 เดือน สู่ "รายสัปดาห์" และโลกของ AI

โลกของธุรกิจในปัจจุบันหมุนเร็วเกินกว่าจะรอแผนการที่ปรับปรุงทุก 6 เดือน ทุกอย่างบนโลกธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การบริหารงานของผมต่อจากนี้จะถูกปรับเป็นจังหวะ "รายสัปดาห์" (Weekly Sprint) เพื่อให้เราก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

โดยเฉพาะในยุคของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจทั้งหมด AI ช่วยให้เราสามารถ

  1. วิเคราะห์ข้อมูลการกักเก็บคาร์บอน (Sequestration) ได้แม่นยำและเรียลไทม์

  2. พยากรณ์ความเสี่ยงและแนวโน้มตลาดได้แม่นยำกว่ามนุษย์

  3. ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้ทีมงานของผมสามารถ Pivot ทิศทางธุรกิจได้ทันทีหาก AI ตรวจพบโอกาสใหม่หรือความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป

แผนที่นำทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Parallel Roadmap)

แทนที่จะทำงานแบบเรียงลำดับ (Sequential) ผมได้ปรับให้ทั้ง 3 เสาหลักทำงานแบบ "คู่ขนาน" (Parallel Execution) เพื่อเร่งอัตราเร่งของนวัตกรรมให้ถึงขีดสุดภายใน 7 ปีข้างหน้า

  1. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) สร้าง "Digital Twin" ของทั้ง 36 โครงการ ข้อมูลต้องแม่นยำและอัปเดตรายสัปดาห์ด้วย AI

  2. การยกระดับสินทรัพย์ (Asset Tokenization & Finance) พัฒนาการออกโทเคนคาร์บอนเครดิต เชื่อมต่อบล็อกเชนเพื่อสภาพคล่องและการระดมทุน

  3. ระบบนิเวศสีเขียว (Ecosystem & ReFi Market) ขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ตลาดการเงินเพื่อการฟื้นฟู (ReFi) และสร้างมาตรฐานการซื้อขายที่โปร่งใสระดับสากล

"Scenario Matrix" อนาคตธุรกิจสีเขียวและการปรับตัวในเวทีโลก

ในเวทีสากล ธุรกิจสีเขียวมีความผันผวนสูง ทั้งจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผมจึงใช้ Scenario Matrix เพื่อเตรียมรับมือ

แกนความไม่แน่นอน

มาตรฐานระดับ Local (ยืดหยุ่น)

มาตรฐานระดับ Global

(เข้มงวด/โปร่งใส)

โลกธุรกิจ + AI (High Automation)

"Growth Acceleration" ใช้ AI ผลักดันศักยภาพ

"Premium Ecosystem" เน้นความน่าเชื่อถือด้วย Blockchain

โลกธุรกิจ + มนุษย์ (Low Automation)

"Cost Optimization" เน้นลดต้นทุนแบบดั้งเดิม

"Innovation Pivot" เร่งเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี

  • สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับความตกลงปารีสและความเข้มงวดของ ESG ระดับโลก

  • ธุรกิจ ปรับตัวตามเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI มาจัดการสวน หรือการใช้ Smart Contract ในการซื้อขาย

บทสรุป "7 ปีแห่งความทุ่มเท"

การทำงานแบบคู่ขนานรายสัปดาห์ด้วยกรอบคิด RMF ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า เมื่อถึงวันที่มีอายุครบ 60 ปี ผมจะมองย้อนกลับมาด้วยความภูมิใจ เพราะผมไม่ได้เพียงแค่ทำธุรกิจ แต่ผมกำลังสร้าง "พิมพ์เขียว" ใหม่ให้กับเกษตรกรไทย และใช้พลังของ AI และบล็อกเชนในการนำพาธุรกิจของเราไปสู่ระดับสากล และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในอาชีพการงานของผม

 
 
 

Comments


bottom of page